ซากผ่าขวานติดตามรายการสด ซากผ่าขวาน
ทุกวันพุธถึงวันอาทิตย์ เวลา 12:00 น.

จดหมายจากพลเรือโท สมบูรณ์ สุขพันธ์

แชร์

คลองไทย “ ประตูสู่ความมั่งคั่ง และ ความมั่นคงแห่งชาติ ”

ความจริงผมไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับ โลก อีกต่อไป เพราะตั้งใจจะ “ ไม่เกิด”แล้ว แต่พอมีคนเอา นสพ.เรื่องคลองกระ มาให้อ่าน ก็อดใจไม่ได้ เพราะเป็นเรื่อง ของ ชาติ บ้านเมือง และ นานาประเทศ ด้วย คิดว่าเรื่องนี้คงไม่ผิดพุทธบัญญัติ ที่พระพุทธองค์ท่านให้ช่วยเหลือมวลมนุษย์ ” จึงต้องเขียน คลองกระ “ ประตูสู่ ความมั่งคั่ง และ ความมั่นคงแห่งชาติ ” อีกครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามเพื่อให้ท่านทั้งหลายได้รู้ “ สัจจะธรรม ” ความจริงที่เป็นจริง ไม่ได้เจือปนผลประโยชน์ส่วนตัว เพื่อช่วยท่านไม่ให้ “ หลงทาง ” อยู่กับวังวนเรื่องนี้ต่อไป

ผมเองเคยถูกว่าในที่ประชุมสัมมนา เช่น อ้ายพวกคิดขุดคลองมันโง่ บางคําไม่อยากนํามากล่าว และได้รู้ชัดเจนว่า หลายคนที่พยายามวิ่งเต้นเข้ามามีส่วนร่วม “ ล้วนแล้วแต่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน ” นอกจากนั้นยังถูกหลอกหลายครั้งหลายหน ทั้งๆ ที่ตนเองปฏิบัติธรรม แม้ขณะนี้จะได้ธรรมที่สูงขึ้น ก็ยังไม่วายพ้น “ วิบาก ” ตราบใดที่ยังไม่สามารถจับคนผิดที่หนีไปมาลงโทษได้ เพราะเหตุเกิดในขณะที่ผมเป็นเหรัญญิกมูลนิธิฯ ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการแห่งชาติฯ ซึ่งผมก็เป็นกรรมการอยู่ด้วย ที่เพิ่งรับเงินก้อนแรก เพียง 42 ล้านบาทเพื่อมาศึกษา ท่านเชื่อไหมว่า รับเงินวันที่ 5 มี.ค.56 พอวันที่ 6 มี.ค.56 ก็มีคนเอาเงินออกไปใช้ 2 ล้านบาท วันที่ 10 มี.ค. ก็เอาออกไปอีก 10 ล้านบาท โดยที่ เหรัญญิกไม่รู้เรื่องเลย ผมจึงลาออกจากเหรัญญิกทันที แต่ก็ไม่วายต้องถูกขึ้นศาล เป็น “ วิบากกรรม ” มาจนทุกวันนี้

ครั้งนี้ จะตอบปัญหาทุกๆ แง่มุมให้แก่คนไทย และนานาชาติด้วย เพราะได้หลุดเข้าไปทําเรื่องนี้ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล แต่จะพยายามหลีกเลี่ยงชื่อบุคคล มีหลายท่านที่ด่วนจากโลกนี้ไปแล้ว จะเขียนไปตามลําดับเหตุการณ์ และข้อเท็จจริง ที่เป็นจริง

เมื่อรัฐบาลทักษิณ อนุมัติให้ตั้งคณะกรรมการแห่งชาติ พิจารณาขุดคอคอดกระขึ้น โดยมีเงื่อนไขสําคัญ 2 ประการ คือ

1. ให้ใช้เงินที่ผู้สนใจบริจาคมาทําการศึกษา

2. ให้ใช้เวลาทําการศึกษาเพียง 1 ปีเท่านั้น

3. ผลการศึกษาเป็นของรัฐบาลไทย โดยไม่มีข้อผูกพันให้สัมปทานขุดคอคอดกระ เพียงแค่นี้ผมก็รู้แล้วว่า รัฐบาลไม่สนับสนุนอย่างแท้จริง แต่ที่ตั้งขึ้นเพราะเกรงใจ ท่าน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ์ ซึ่ง เป็น รนม. ในขณะนั้น ใครจะทําเสร็จได้ภายใน 1 ปี เพราะต้องมีการประกวดราคา การจ้างงาน ตามระเบียบฯ

ผมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานจัดทํา ที โอ อาร์ หรือ Term of Referent ผมจึงตั้ง คณะทํางานฯ ขึ้นมาพิจารณา ประกอบด้วย ด็อกเตอร์ทางวิศวกรรม และสาขาอื่นๆ รวมประมาณ 10 ท่าน เมื่อคณะทํางานฯ ทําเสร็จก็ส่งมาให้กรรมการชุดใหญ่พิจารณา ผมเห็นว่าค่าศึกษา 1,000 ล้านบาท นั้นแพงไป จึงส่งกลับไปให้พิจารณาใหม่ พอคณะทํางานฯ เสนอมาครั้งที่สอง ค่าศึกษากลับสูงเป็นสองเท่าของครั้งแรก คือ 2,000 ล้านบาท เริ่มเข้าใจนักการเมือง มองไม่เห็นทางว่าจะมีใครสนใจ

แต่ที่ไหนได้ เมื่อเรื่องนี้ปรากฏสู่สาธารณะ มีผู้เสนอเข้ามา 5 กลุ่ม กลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากนักการเมือง ได้รับการคัดเลือก คือกลุ่มของ บริษัท ภูเก็ตพาส จก. ของฮ่องกง ซึ่งมีนาย อดิศักดิ์ เตชะอดิศักดิ์ เป็นประธานประกอบด้วยบริษัทใน เครือ ของ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงค์โปร มาเลเซีย ออสเตรเลีย และไทย แล้ว นายอดิศักดิ์ ก็ผันตัวเข้ามาเป็น รองประธานมูลนิธิฯ ในขณะที่รออนุมัติเรื่องที่เขาได้เสนอขอตั้งมูลนิธิฯ ไปเรียบร้อยแล้ว ผมถูกนายสั่งให้ทําหน้าที่เหรัญญิกฯ แทนทหารอากาศ ซึ่งนายบอกว่า มูลนิธิฯ ที่มีแต่ทหารอากาศล้วนๆ นั้น น่าเกลียดเกินไป มีทหารอากาศเอาเรื่องมาให้ผมเซ็นชื่อในเรื่องขอตั้งมูลนิธิฯ ผมเซ็นโดยมิได้อ่าน เพราะเขาบอกว่าไม่มีเวลา จึงไม่ให้อ่าน จึงเป็นเหตุให้นําเงินออกไปได้ โดยเหรัญญิกไม่รู้ และต้องขึ้นศาลในเวลาต่อมา ผมมาทราบภายหลังว่า บริษัทคนไทยนั้นคือ บริษัทนายหน้าที่ตั้งบริษัทอําพลางไว้ และไปหลอก ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงค์โปร มาเลเซีย และ ออสเตรเลีย ให้มาลงทุน โดยบอกว่า เมื่อศึกษาเสร็จจะได้สัมปทาน

วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจโลก

ปัจจุบันนี้ วิกฤตเศรษฐกิจ เกิดขึ้นทั่วโลกทั้ง ยุโรป จีน และอเมริกา โดยเฉพาะประเทศไทยที่รัฐบาล คสช. ได้พยายามอย่างสุดความสามารถ ด้วยการนําโครงการระดับเมกะโปรเจกต์มาใช้ ( ได้ข่าวว่ารัฐบาลกําลังพิจารณา 19 เมกะโปรเจกต์ ) เมื่อมีข่าวคอคอดกระขึ้นมา ก็เป็นเรื่องฮือฮา อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการขุดคลองเป็นอย่างยิ่ง ผมพอจะมีความรู้แจ้งที่ลึกซึ้งรอบด้านพอสมควร เพราะจับเรื่องนี้มาเกือบตลอดชีวิต เริ่มตั้งแต่เป็นอาจารย์สอนยุทธศาสตร์ ในวิทยาลัยการทัพเรือ และ รร.เสนาธิการทหารเรือ ได้ทําการวิจัยการขุดคลองกระและได้นําเสนอสู่ประชาชนทางหนังสือพิมพ์บ้านเมือง และ นาวิกศาสตร์ จนได้รับรางวัลชนะเลิศบทความดีเด่นทางวิชาการจากมูลนิธิ พล.ร.อ.กวี สิงหะในหัวข้อ คลองกระ “ ประตู สู่ความ มั่งคั่ง และ ความมั่นคงแห่งชาติ ”

ต่อมาได้เขียนบทความเรื่อง “ คลองกระ ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ แก้วิกฤตการณ์ชาติ ” แจกให้บุคคลทั่วไป ด้วยเหตุดังกล่าวจึงได้รับเชิญไปบรรยายให้หลายสถาบัน เช่น วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ราชบัณฑิตยสถาน ชมรมอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่ประชาชน ชมรมกุหลาบแดง และหอการค้านอร์เวย์ ที่โรงแรมแลนด์มาร์ค เป็นต้น

ได้เป็นผู้แทนกองทัพเรือไปบรรยายให้คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์สภาผู้แทนฯ ผบ.ทร. ในขณะนั้นให้แจ้งว่า “ กองทัพเรือเห็นด้วยกับการขุดคลองกระร้อยเปอร์เซ็นต์ ” อันเป็นเหตุให้ได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการแห่งชาติฯ เป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการทหารของสภาผู้แทนฯ และเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภา และเหรัญญิกในคณะกรรมการมูลนิธิฯ

ในขณะที่เป็นคณะกรรมการแห่งชาติฯ ได้ไปบรรยายเรื่องคลองกระให้รัฐมนตรีคมนาคมของจีนฟัง ท่านเป็นคนหนุ่มอายุประมาณห้าสิบเศษ แต่มีสายตาอันยาวไกล ท่านได้กล่าวตอบว่า “ ดีใจที่ประเทศไทย จะสร้างเครื่องปั่นเงิน (money generator) ที่ปั่นเป็นเงินดอลลาร์เสียด้วย ไม่ได้ปั่นเป็นเงินไทยบาท และปั่นตลอดเวลา 24 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด

ผมทําเรื่องนี้มาเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบปี ยังมองไม่เห็นได้ลึกซึ้งเท่าที่รัฐมนตรีจีนมองเห็น มิน่าเล่าจีนถึงกับไปสัมปทานคลองปานามาแทนสหรัฐฯ ทั้งๆ ที่คลองนั้นอยู่ห่างไกลจีนคนละทวีปทีเดียว จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเสนอโครงการนี้มายังรัฐบาลไทย เพื่อสร้างเครื่องปั่นเงิน เป็น ดอลลาร์ ที่ทํางานไม่มีวันหยุด

ขอนําวิสัยทัศน์อันลึกซึ้งนี้มาให้คนทั้งประเทศได้รับรู้ไว้ว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ รัฐบาล เมื่อขุดคลองกระแล้ว ประเทศไทยจะได้เครื่องปั่นเงินที่เป็นดอลลาร์เสียด้วย!! จึงเป็นการตอบคําถามที่ว่า " ขุดแล้วประเทศไทยจะได้อะไร ? " อันอาจเป็นประโยชน์สุขต่อประเทศไทย และนานาชาติได้

นอกจากนั้น ผมยังได้ไปบรรยายคลองกระที่ เพนทะก็อน (Pentagon) ศูนย์กลางทางการทหารของสหรัฐฯ ในฐานะคณะกรรมการแห่งชาติฯ และหนึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภา ในครั้งนั้น คุณคํานวณ ชโลปถัมภ์ เป็นประธานฯ เดิมทีเขาจะเอานายทหารบกผู้ใกล้ชิดผู้ใหญ่ไป แต่บังเอิญไปไม่ได้เพราะกองทัพบกไม่อนุมัติ ไม่รู้ว่า คุณคํานวณ คิดอย่างไร ? ทั้งๆ ที่ นายทหารบกคนนั้นก็มิได้เป็นกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภาเหมือนผมด้วย นายทหารบกจะมีความรู้เรื่องทะเลดีกว่าทหารเรือก็เป็นไปไม่ได้อีก

คุณคํานวณโทรหาผมในวันออกเดินทาง ขอให้ร่วมคณะเพราะไม่มีคนในคณะกรรมการแห่งชาติฯ ไปด้วยตามที่แจ้งฝ่ายสหรัฐฯ ไว้ จึงขอให้ผมบินเดี่ยวตรงไปนครวอชิงตัน เมื่อลงจากเครื่องบินก็ตรงไปยังเพนทะก็อนเลย ไม่ได้บินล่วงหน้าไปท่องเที่ยวห้าวัน เหมือนคณะฯ ที่มีนักธุรกิจอเมริกัน เป็นซพอนเซอร์ ( นัยว่านักธุรกิจผู้นั้นเข้าใจว่า พล.อ.ชวลิต อนุมัติแล้ว ) เมื่อถึงก็ตรงเข้าห้องประชุมเลย มีพลเรือเอก Gardon แห่งสหรัฐฯ เป็นประธาน เมื่อคุณคํานวณ กล่าวนําเสร็จก็โยนให้ผมพูดโดยไม่ได้บอกให้รู้ล่วงหน้าสักนิด จะได้เตรียมตัว เขาคงนึกว่าภาษาอังกฤษผมดีเหลือเกิน แต่ความจริงไม่ดีเลย ผมจึงจําใจต้องทําเท่าที่จะทําได้

ต้องว่ากลอนสดโดยออกตัวก่อนว่า ท่านแอดมิแร็ล ท่านทราบดี อยู่แล้วว่า ช่องมะละกาเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ความมั่นคง และยุทธศาสตร์การค้าขายทางทะเล หรือทางเศรษฐกิจของโลกที่เรียกว่า Sea Power หรือสมุทานุภาพ ที่ทั่วโลกเรียนรู้มาจาก มาฮาน ของสหรัฐฯ มหาอํานาจพยายามควบคุมช่องแคบมะละกามาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเฉพาะในยุคสงครามเย็น สหรัฐฯ ก็ต้องการควบคุมช่องแคบมะละกาทางตะวันออก โดยมีฐานทัพเรืออยู่ที่คัมรานห์ของเวียตนาม ส่วนรัสเซียก็ต้องการคุมช่องแคบมะละกาทางตะวันตกอยู่ที่เกาะนิโคบาร์ของอินเดีย คลองกระจึงเป็นเรื่องเกี่ยวข้องโดยตรงกับยุทธศาสตร์ดังกล่าว

ถ้าเราศึกษาจากประวัติศาสตร์ก็จะพบว่า มีวิธีแก้วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอยู่ 3 วิธี ด้วยกัน คือ

1. วิธี New Deal ที่ประธานาธิบดี Franklin D. Roosevell ได้ใช้แก้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำในสหรัฐฯ อย่างได้ผลดีมาแล้วในปี พ.ศ. 2470 ด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในระดับมหึมาที่เรียกว่า Mega Project โดยการสร้างถนน และสร้างเขื่อนฮูเวอร์แดม เยอรมันก็นําวิธีนี้ไปใช้ ด้วยการสร้าง Superhighway และ Autobarn

2. วิธี Global New Deal นายมาซากิ นาคาจิมา (Masaki Nakajima) ขณะเป็นประธาน Misubishi Research Institute เห็นว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำที่ประธานาธิบดี Frankin D. Roosvel ใช้ ประสบความสําเร็จเป็นอย่างดี จึงเสนอให้ใช้วิธี นิวดีลของโลก (Global New Deal) เพื่อแก้เศรษฐกิจโลกด้วยการตั้งกองทุน ห้าร้อยพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่เรียกว่า GIF (Global Infrastructure Fund) โดยนําเงินจํานวนนี้มาใช้ในการดําเนินการ 15 โครงการตามลําดับความสําคัญ ดังนี้

2.1 โครงการเปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นป่าสีเขียว ในทวีปแอฟริกาเหนือ และตะวันออกกลาง เช่น ทะเลทรายซาฮาร่า และ ทะเลทราย ซีใน

2.2 การรวบรวมพลังงานแสงอาทิตย์

2.3 การขุดคลองปานามาคลองที่สอง ในระดับน้ําทะเล ( ซึ่งสําเร็จไปแล้ว )

2.4 การขุดคลองกระ

2.5 การใช้พลังงานจากคลื่นน้ําทะเล

2.6 การสร้างเขื่อนไฟฟ้าในเทือกเขาฮิมาลายา

2.7 การควบคุมกระแสน้ำที่ช่องแคบแบริ่ง

2.8 การสร้างทะเลสาบขนาดมหึมาในทวีปแอฟริกากลาง โดยทดน้ำจากแม่น้ำคองโก ลงมายังชาติซาด

2.9 การสร้างเขื่อนพลังงานไฟฟ้าในลาตินอเมริกัน

2.10 การขุดคลองในอียิปต์ Qatara Depnession Project

2.11 การสร้างเส้นทางสายใหม่เชื่อมประเทศจีนผ่านเปอร์เซีย และตะวันออกกลางเข้าสู่ยุโรป

2.12 การสร้างอุโมงค์ และสะพานเชื่อมช่องแคบยิบรอลต้า ระหว่างประเทศสเปน และประเทศโมร็อกโก

2.13 การสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ทั่วโลกในลาตินอเมริกาในเอเชียในสหรัฐฯ

2.14 การใช้จ่ายทางโทรคมนาคม ด้านดาวเทียมระดับโลก โดยเฉพาะในประเทศที่กําลังพัฒนา

2.15 สร้างทางเชื่อมยุโรปเหนือ จากประเทศโปแลนด์จนถึงเมืองเอเธนส์ในกรีซ

จะเห็นว่าโครงการคลองกระ ได้ถูกจัดความสําคัญให้เป็น โครงการโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจในสายตาของนานาชาติ ในลําดับที่ 4 มาตั้งแต่ปี พ.ศ 2525 นักเศรษฐศาสตร์นานาชาติได้มาสัมมนาเรื่องนี้ในประเทศไทยหลายครั้ง

หลายๆ โครงการได้ดําเนินการไปแล้ว แต่โครงการคลองกระ ยังไม่เกิด นสพ.เดลินิวส์ฉบับ 12 ต.ค.58 กล่าวว่า “ นี่คงจะโยนหินถามทางอีกครั้ง ที่สื่อจีนออกข่าวตีขลุม รัฐบาลคสช. ยอมให้ขุดคลองคอคอดกระ เพื่อย่นระยะทางเดินเรือ 1,200 กม. แก้ปัญหาโจรสลัด และป้องกันการปิดล้อมของสหรัฐ

ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ รีบปฏิเสธทันควัน พร้อมกับตอกย้ำ ไม่ใช่ดูเฉพาะข้อดี แต่ต้องพิจารณาถึงข้อเสียให้รอบด้านเสียก่อน เดาๆ เอานะ ข่าวขุดคอคอดกระน่าจะเป็นฝีมือของที่ปรึกษาเจ้าเก่าที่เคยจุดชนวนส่งกลับ อุยกูร์ จนลุกลามเป็นเหตุระเบิดแยกราชประสงค์

จําได้แวบๆ เมื่อหลายปีก่อน คนไทยกลุ่มหนึ่งเคยไปกล่อมจีน ให้จ่ายเงินเป็นร้อยล้าน เพื่อมาศึกษาการขุดคอคอดกระ จากนั้นก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆ ถ้าขุดคอคอดกระเพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงของจีนเพียงฝ่ายเดียว ก็ผิดตั้งแต่เริ่ม เพราะเท่ากับลากประเทศไทยไปสู่ความขัดแย้งของมหาอํานาจโดยไม่จําเป็น แล้วไม่ใช่อะไร เรือเดินสมุทรสมัยนี้ใช้เครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูง ทั้งเร็ว และประหยัดน้ำมัน ไม่จําเป็นต้องผ่านคอคอดกระ แล้วหากไม่เชื่อ ให้ไปถามความเห็นของสมาคมเจ้าของเรือไทยดูก็ได้

นสพ.ไทยรัฐ ก็ลงข่าวเช่นกันว่า รัฐบาลจีนจะทุ่มทุนก้อนใหญ่ขุดคลองคอคอดกระ เป็นคลองขนาดยักษ์ ความยาว 102 กม. เชื่อมอันดามันทะลุอ่าวไทย เพื่อใช้เป็นทางลัดขนส่งน้ำมันวันละ 16 ล้านบาร์เรลจากตะวันออกกลางไปแผ่นดินใหญ่จีน โดยไม่ต้องอ้อมแหลมมะละกาให้เมื่อยไข่ดัน รวมทั้งใช้เป็นทางลัดขนสินค้าจากจีนไปตลาดยุโรป และแอฟริกา เพื่อลดระยะทางให้สั้นลงอีก 1,200 กม. แถมย่นเวลาการขนส่งได้อีก 2-3 วัน " แม่ลูกจันทร์ " กราบเรียนว่าข่าวรัฐบาลจีนจะเข้ามาขุดคลองคอคอดกระ ซึ่งเป็นแผ่นดินส่วนแคบที่สุดของประเทศไทย คงไม่ง่ายเหมือนพุ้ยข้าวต้มแน่นอน เพราะจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลไทยเสียก่อนตามกติกา

ขณะนี้รัฐบาลจีนยังไม่ได้นําโครงการนี้มาหารือกับรัฐบาลไทยแต่อย่างใด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนยันว่ารัฐบาลจีนยังไม่เคยเสนอโครงการนี้ให้ฝ่ายไทยพิจารณา และถ้าฝ่ายจีนเสนอมาจริงๆ ก็ต้องเอามาชั่งน้ำหนักดูก่อนว่าจะเกิดผลดีผลเสียอย่างไร จะคุ้มหรือไม่ที่จะขุดคลองยักษ์ผ่าแผ่นดินไทยเป็น 2 ซีกเพื่อให้เรือขนน้ำมัน เรือขนสินค้าขนาดห้าแสนตันแล่นผ่านตลอด 24 ชั่วโมง “ แม่ลูกจันทร์ ” ชี้ว่าเป็นโครงการเมกะโปเจกต์ที่เก่าเก๋ากึ๊กที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย เกิดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 338 ปีมาแล้ว

โดยทูตฝรั่งเศสได้เริ่มสํารวจจะขุดคลองคอคอดกระเป็นเส้นทางลัดเชื่อมยุโรปกับเอเชีย ครั้นมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( พ.ศ. 2414 ) ฝรั่งเศสซึ่งได้เป็นโต้โผขุดคลองสุเอช ก็กราบบังคมทูลขออนุญาตขุดคลองคอดกระเพื่อขยายเส้นทางการค้าทางทะเล ( เพื่อแผ่อิทธิพลในยุคล่าอาณานิคม ) แต่ในหลวงรัชกาลที่ 4 ไม่ทรงโปรดอนุญาตให้ดําเนินการ โครงการขุดคลองคอคอดกระจึงถูกเก็บใส่ลิ้นชักหลายสิบปี จนถึงยุค ดร.ปรีดี พนมยงค์ จึงมีการเริ่มต้นศึกษารายละเอียดของโครงการนี้อย่างจริงจัง

สรุปว่า ถ้าจะขุดคลองคอดกระขนาดใกล้เคียงกับคลองสุเอช จะต้องใช้งบลงทุน 10 ล้านบาท ต้องก่อสร้างท่าเรือใหญ่ทั้งสองด้าน สร้างเขื่อนกันคลื่นตลอดแนวคลอง และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ อีก 8 ล้าน รวมทั้งต้องลงทุนพัฒนาพื้นที่รกร้างทั้งสองฝั่งคลองให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอีก 2 ล้าน รวมเบ็ดเสร็จต้องใช้เงินลงทุน 20 ล้านบาท

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ 80 ปีผ่านไป มูลค่าลงทุน 20 ล้านบาท กลายเป็น 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นอีกกี่เท่าบวกลบคูณหารไม่ถูก “ แม่ลูกจันทร์ ” ชี้ว่าถ้ามองแง่ประโยชน์เศรษฐกิจ โครงการขุดคลองกระจะทําให้เกิดการจ้างงานอย่างมโหฬาร ทําให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง และเมื่อเรือสินค้าไม่ต้องเสียเวลาอ้อมแหลมมะละกา จะทําให้ศูนย์กลางตลาดน้ำมัน และศูนย์กลางกระจายสินค้าทางทะเลมาอยู่ที่เมืองไทย ไม่ใช่สิงคโปร์อีกต่อไป แต่ถ้ามองในแง่ความมั่นคงในแง่รัฐศาสตร์การเมือง การขุดคลองแยกแผ่นดินเป็น 2 ซีก คงต้อง ใคร่ครวญอย่างรอบคอบที่สุด เรื่องใหญ่ขนาดนี้นายกฯ บิ๊กตู่ ไม่เปิดไฟเขียวง่ายๆ หรอก

คลองคอคอดกระ เป็น “ ยุทธศาสตร์ที่สําคัญของชาติ ”

คลองคอคอดกระ เป็นยุทธศาสตร์ที่สําคัญของชาติ เพราะจะทําให้เกิดยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล ที่ เรียกว่า สมุททานุภาพ หรือ Sea Power ในตัวยุทธศาสตร์นี้ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์อีกหลายยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมือง สังคมจิตวิทยา วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และทางทหาร จะขอนํามากล่าวแต่เพียงยุทธศาสตร์ทางทหาร อันเป็นยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศทางทะเล และยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล ที่เป็นหัวใจของการขุดกลองกระ ทีเดียว

1. ยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศทางทะเล

การขุดคอคอดกระ จะทําให้สภาพภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศ ของภูมิภาค และของโลกเปลี่ยนแปลงไป เพราะมีผลกระทบกับทุกๆ ประเทศ และทุกระดับด้วย

รูปทรงของประเทศเป็นรูปขวาน ตรงด้ามขวานมีประเทศอื่นขวางกั้นอยู่ ชายฝั่งทะเลของไทยมีความยาวถึง 1,500 ไมล์ทะเล ที่เอื้ออํานวยต่อการได้มาของสมุททานุภาพ แต่อ่าวไทยมีลักษณะเป็นทะเลปิด ปากอ่าวกว้างเพียง 350 ไมล์ ทะเล ท่าเรือ ฐานทัพเรือที่สําคัญๆ ล้วนอยู่ในอ่าวไทย เหมือนบ้านที่อยู่ก้นซอย มีเวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย อยู่ปากซอย ทําให้เสียเปรียบ อาจถูกนักเลงดีปิดปากซอยเมื่อไรก็ได้

ในสงครามโลกครั้งที่สอง พันธมิตรได้ใช้เรือดําน้ำเพียงลําเดียว ก็ปิดอ่าวได้อย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด สามารถจมเรือน้ำมัน เรือสินค้าได้ จนเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง เพราะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ยารักษาโรค เครื่องอุปโภค บริโภค ประชาชนเดือดร้อนกันไปทั่วหน้า กองทัพไทยขาดการส่งกําลังบํารุง กระสุนดินปืน และยุทโธปกรณ์ต่างๆ ล้วนต้องส่งมาทางทะเลทั้งสิ้น

ยิ่งปัจจุบัน มีอาวุธปล่อยนําวิถีใช้ อ่าวไทยก็ยิ่งถูกปิดได้ง่ายยิ่งขึ้น ประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่ามาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม มีเรือดําน้ำใช้หมดแล้วทั้งสิ้น ประเทศไทยเคยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่มีเรือดําน้ำใช้มาก่อนใครๆ กองทัพเรือมิได้นิ่งนอนใจ ขออนุมัติรัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว เพราะทราบดีถึงความเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ แต่ไม่สําเร็จ ดูเหมือนว่ารัฐบาลยุคนี้ จะให้ความสนใจมากกว่ารัฐบาลก่อนๆ แม้จะอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออํานวยก็จริง แต่กองทัพเรือก็ไม่ได้ของบพิเศษเพิ่ม เป็นการใช้งบประจําปีเหมือนเดิม ด้วยการเจียดจ่ายจากยอดประจําปี แม้รัฐบาลไม่อนุมัติให้จัดหา เงินยอดนี้กองทัพเรือก็ต้องได้รับอยู่ดี

ถ้าหากว่ามีคลองคอคอดกระ การปิดอ่าวก็ทําไม่ได้ แถมยังได้สมุททานุภาพที่จะทําให้ประเทศไทยเกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงแห่งชาติแบบยืนยาว และได้เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันประเทศทางทะเลด้วย ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากการขุดคลอง CORINTH ของกรีซ ที่ต้องขุดลอดภูเขา และคลองคีลของเยอรมัน ที่ยาวเพียง 98 กม. ย่นระยะทางได้เพียง 500 ไมล์ทะเล ที่เยอรมันจําต้องขุด และเก็บค่าผ่านคลองแบบขาดทุนตลอดไป แต่เมื่อดูมูลค่าสินค้าเข้าออกอย่างเดียวในปี ค.ศ. 2001 ที่มีมูลค่าถึง 52 ล้านล้านบาท เท่ากับ 10 เท่าของ G. D. P. ประเทศไทย ไม่ต้องสงสัยเลยว่า รายได้ของสินค้าเข้าออกเกินคุ้มการขาดทุน จากค่าผ่านคลอง และพันธมิตรก็ไม่สามรถปิดกั้นการออกทะเลของเยอรมันในสงครามโลกได้ด้วย

ประเด็นของการมีคลองแบ่งแยกประเทศออกเป็นสองซีกนั้น ไม่ทําให้เกิดปัญหาในการป้องกันประเทศแต่อย่างใด ถ้าจะเป็นปัญหาก็ขอให้ดูตัวอย่างมาเลเซียที่มีซาลาวัค แผ่นดินอีกส่วนหนึ่งอยู่บนเกาะบอร์เนียว ที่ส่วนใหญ่เป็นของอินโดนีเซีย และอยู่ห่างกัวลาลัมเปอร์ถึง 350 ไมล์ทะเล

ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่ออินโดนีเซียไล่ฮอลแลนด์ออกไปได้ ก็ฮึกเหิมจะยึดครอง ส่งทหารทั้งหมดโจมตีก็ไม่สําเร็จ หรือดูประเทศหมู่เกาะที่แผ่นดินแยกหลายส่วนอย่างฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียที่มีเกาะมากถึง 17,000 เกาะ ก็ไม่มีปัญหาในการป้องกันประเทศ และการปกครองแต่อย่างใด

ครั้งหนึ่งในการสัมมนาที่สํานักงานหนังสือพิมพ์บ้านเมือง สุภาพสตรีท่านหนึ่งกล่าวว่า ผิดรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า แผ่นดินจะแบ่งแยกมิได้

2. ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล หรือสมุททานุภาพ

ก่อนอื่นขอนําคําคมของบุคคลสําคัญของโลกมาให้ท่านได้รับทราบก่อน เพราะเกี่ยวข้องกับคลองคอคอดกระโดยตรง คือ เซอร์วอลเทอร์รอลี “ ผู้ใดคลองทะเล จะได้ครอบครองการค้า ผู้ใดครอบครอง การค้าโลก จะได้ครอบครองความมั่งคั่งร่ำรวยของโลก และได้ครอบครองโลกด้วย ”

ขงจื้อ “ อาชีพที่ดีที่สามารถทําให้คนมั่งคั่งร่ำรวยได้อย่างสุจริต มีคุณธรรม คือ การค้าขาย

คนที่มั่งคั่งร่ำรวยมี 3 จําพวก คือ

1. เกิดในตระกูลมั่งคั่ง

2. คนที่ทําการค้าขาย

3. คนที่ร่่ำรวยด้วยการคดโกง หรือคอร์รัปชั่น

มาฮาน “ พลังอํานาจทางเศรษฐกิจเป็นพื้นฐานของพลังอํานาจทั้งปวง และเป็นหัวใจของความมั่นคงแห่งชาติ ”

ทฤษฎีสมุททานุภาพของ พลเรือตรี อัลเฟรด ไทเยอร์ มาฮาน ซึ่งเป็นอาจารย์สอนยุทธศาสตร์ของวิทยาลัยการทัพเรือของสหรัฐฯ เป็นแนวคิดของกําลังอํานาจแห่งชาติทางทะเล หรือสมุททานุภาพ มีดังนี้

1. เศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และความมั่นคงภายในประเทศจะเป็นพื้นฐานของกําลังอํานาจแห่งชาติ

2. ความมั่นคงทางเศรษฐกิจจะนําไปสู่ความมั่นคงทางทหาร จะบรรลุได้โดยการรุกทางการค้าในตลาดต่างประเทศหลายๆ ตลาดเท่านั้น

3. เพื่อครอบครองตลาดโลกจําเป็นต้องมีพาณิชย์นาวีแห่งชาติที่เข้มแข็ง ( เรือสินค้า / เรือพาณิชย์ )

4. ปัจจัยต่างๆ ที่สําคัญ และจําเป็น

4.1 ที่ตั้งทางภูมิยุทธศาสตร์ของประเทศ มีความสําคัญอันดับหนึ่ง คือ ที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางท่าเรือ (hub port) ใกล้เส้นทางเดินเรือที่สําคัญ โดยไม่มีประเทศอื่นขวางกั้น

4.2 คุณลักษณะประชาชนที่มีอุปนิสัยประจําชาติ ชอบผจญทะเล

4.3 คุณลักษณะของรัฐบาล ที่มีความรู้ ความเข้าใจในความสําคัญของทะเล หรือความสําคัญของสมุททานุภาพ ก็จะสามารถพัฒนาสมุททานุภาพ และย่อมพิทักษ์หวงแหนทะเล และทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไว้เป็นสมบัติแห่งชาติ

5. ประเทศจะไม่สามารถมีพาณิชยนาวีที่เข้มแข็ง หรือไม่มีช่องทางที่จําเป็นไปสู่ตลาดโลกได้ เว้นแต่ประเทศนั้นจะมีกองทัพเรือที่เข้มแข็งไว้ป้องกันพาณิชยนาวี และช่องทางเดินเรือ

บุคคลระดับโลกกล่าวไว้นับร้อยปีนั้น ปัจจุบันเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี ชัดเจน ไม่มีผิดเพี้ยน จากคําพูดของท่านทั้งสามเลย โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่กลายเป็นเจ้าโลก ได้ครอบครองโลกในปัจจุบัน เพราะเดินตามทฤษฎีสมุททานุภาพของมาฮานมาตลอด ทุกยุค ทุกสมัย

การใช้ทะเล และการลําเลียงขนส่งทางทะเล

พื้นผิวโลกเป็นแผ่นดินเพียง 3 ส่วน เป็นทะเลถึง 4 ส่วน จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะมีทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าแผ่นดิน เป็นแหล่งอาหาร แร่ธาตุ น้ำมันเชื้อเพลิง แก๊สธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของโลก และใช้เป็นที่ผลิตอุตสาหกรรมสําคัญของโลก ประเทศใดติดทะเลจึงได้เปรียบที่จะใช้ทะเล ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเหล่านั้น รวมทั้งการลําเลียงขนส่งทางทะเลก็สะดวก และได้ปริมาณมากกว่า ตัวสินค้าบอบชํ้าหรือชํารุดน้อยกว่าทางบก และทางอากาศ

แม้ทางอากาศในปัจจุบัน จะสามารถลําเลียงบรรทุกได้มากขึ้นก็ตาม ก็ไม่มีทางเทียบกับทางเรือได้เลย เพราะค่าขนส่งแพงกว่าทางเรือหลายเท่าตัว ทะเลจึงเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจของประเทศที่ไปได้รอบโลก การขนส่งภายในประเทศของอังกฤษซึ่งเป็นเกาะก็ยังใช้การขนส่งทางเรือเป็นหลัก มีการขุดคลองใช้ลําเลียงสินค้าอยู่ทั่วประเทศ ด้วยเหตุดังกล่าว ประเทศที่ถูกปิดกั้นทางทะเล (Land Lock) เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ฮังการี อัฟกานิสถาน และลาว ที่ไม่มีทะเล ต้องดิ้นรนมีเรือสินค้าเป็นของตนเอง

รายงานองค์การอาหารโลก ( F A O ) ปี ค.ศ. 1994 ปริมาณปลาทั่วโลก 90 ล้านตัน กรมประมงรายงานว่า ผลิตผลประมงไทยเป็นอันดับหนึ่งของโลก และในปี พ.ศ. 2541 มีรายงานว่าเรือประมงไทยมีมากถึง 42,884 ลํา ติดอันดับโลก ถ้าครึ่งหนึ่งมาใช้คลอง ก็จะได้ค่าผ่านคลองไม่น้อยเลย ไทยทําแลนด์บริดจ์ทั้งๆ ที่สหรัฐฯ และมาเลเซียทําแล้วผิดหวังมาแล้ว โดยหวังจะใช้ขนส่งสินค้า และน้ำมันทั้งสองฝั่ง จึงก็ไม่ประสบผลสําเร็จเพราะเป็น double shipment

ความสําคัญของคลองคอคอดกระ

1. อยู่ระหว่างตลาดใหญ่ของโลก คือ จีน กับอินเดีย ที่มีประชากรมากถึง 2 ใน 3 ของโลก เลยไปถึงตลาดในยุโรปด้วย

2. อยู่ในเส้นทางเดินเรือโลก มีปริมาณสินค้า 1 ใน 6 ของสินค้าโลก

3. เป็นจุดยุทธศาสตร์สําคัญของโลกที่มหาอํานาจจะพยายามควบคุม และครอบครองมาทุกยุคทุกสมัย

ความคุ้มค่าต่อการลงทุน และจะมีคนมาใช้หรือไม่ ?

เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ถกเถียงกันมานาน องค์กรต่างๆ รวมทั้งหน่วยราชการด้วยที่ได้ทําการวิจัย แต่ผลออกมาไม่เหมือนกัน ทําไมจึงเป็นเช่นนั้น

ตามหลักการผลต้องเหมือนกัน การวิจัยความคุ้มค่าต่อการลงทุนก็ดี ความคุ้มค่าของเรือที่จะใช้หรือไม่ ก็ดี ถ้าไม่มีอคติหรือผลประโยชน์แอบแฝง คิดว่าคงได้ขุดมานานแล้ว ดูจากเพียงแค่มีข่าวที่จะให้ทําการศึกษา โดยผู้บริจาคไม่ได้รับผลการศึกษา ก็แห่กันมาไม่น้อย บุคคลเหล่านั้นโง่หรือเปล่า ?

ทฤษฎีสมุทนุภาพ บ่งถึงความสําคัญของที่ตั้งประเทศที่อยู่ในเส้นทางเดินเรือโลก และที่ตั้งนั้นเป็นศูนย์กลางท่าเรือที่เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้า ประเทศนั้นจะมั่งคั่งร่ำรวย ประเทศสยามนี่แหล่ะ ได้เป็นมาแล้วตามทฤษฎี แต่มีคนรู้เรื่องนี้น้อยมาก ขอแนะให้ไปอ่าน หนังสือ เรื่อง “ ฟอลคอนแห่งอยุธยา ” ซึ่งเขียนโดยฝรั่ง เป็นเรื่องจริงของคอนสแตนติน

ฟอลคอล ซึ่งเป็นเพียงเด็กหนุ่มพเนจรชาวกรีซ แต่โชควาสนาบันดาลให้เข้ามารับราชกาล จนได้เป็นเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ในพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่มีบทบาทสําคัญในการแต่งตั้งราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ประมาณปี พ.ศ. 2220 เป็นเหตุให้ต่อมา เมอร์ริเออร์ เดอลาลามาร์ วิศวกรชาวฝรั่งเศสได้สํารวจเส้นทางทางน้ำที่มีอยู่เดิมไปออกตะนาวศรี และมะริด เป็นที่มาของการเสนอขุดคลองคอคอดกระในครั้งนั้น คอนสแตนตินได้เริ่มทํางานให้ไทยที่มะริด ซึ่งขณะนั้นเป็นของไทย

คอนสแตนตินเมื่อเดินทางมาถึงอยุธยาได้เห็นพระพุทธรูป เจดีย์ ทําด้วยทองคํา นึกไม่ถึงจริงๆ ว่ากรุงศรีอยุธยาจะมั่งคั่ง ร่ำรวย ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้ ยิ่งเมื่อเข้าไปในพระราชวัง ได้เห็นแม้แต่ช้างก็มีถาดทองคําใส่ผลไม้ให้กิน มีถังน้ำทองคํา มีปราสาทเป็นที่อยู่ มีเบาะไหมแทนฟางให้นอน แถมยังมีทาสสองคนคอยขัดสีฉวีวรรณ ก็เพราะไทยในขณะนั้นเป็นศูนย์กลางการเดินเรือค้าขายในสุวรรณภูมิ ระหว่างแคว้นตงง้วนของจีนกับหมู่เกาะอินเดียตะวันออก และระหว่างยุโรปกับเอเชียตะวันออก ทั้งๆ ที่ประเทศสยามอยู่ลึกขึ้นมาจากปากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงกรุงศรีอยุธยา

หอสมุดแห่งชาติได้บันทึกไว้ว่า “ เงินไทยแข็งที่สุดในประวัติศาสตร์ ” คือ 1 บาทไทย เท่ากับ 2 ปอนด์สเตอริง ปัจจุบันนี้อยู่ ที่ 55 บาท ต่อ 1 ปอนด์สเตอริง ขณะนี้ องค์ประกอบของสมุททานุภาพของไทยยังขาดอยู่เพียงองค์ประกอบของที่ตั้งของประเทศ ยังไม่อยู่ในเส้นทางเดินเรือโลก และองค์ประกอบของคุณลักษณะของรัฐบาลที่มีความรู้ ความเข้าใจทะเล และการใช้ทะเล คลองกระจึงจะเกิดได้ เมื่อท่านอ่านมาถึงตรงนี้ คงไม่มีคนไทยคนไหนไม่อยากให้ไทยมีเครื่องปั่นเงินดอลลาร์เป็นของไทย และคนที่ใช้มากที่สุด คือ ประเทศจีน ดังนั้น ที่ว่าจะไม่มีคนมาใช้ ก็ชัดเจนแล้ว ประเทศอื่นๆ ก็มาใช้ด้วยแน่นอน

ความเสี่ยงในการลงทุน ถ้าเป็นการลงทุนขนาดยักษ์ นักลงทุนจะกระจายออกไป เป็นการลงทุนนานาชาติ ยกเว้น โครงการของจีน คือ โครงการ Three Gorge si เป็นโครงการสร้างเขื่อนขนาดยักษ์ ที่ต้องลงทุนถึง 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สูงกว่าคลองกระเท่าตัว เขื่อนนี้สูง 170 ม. กั้นแม่น้ำแยงซีเกียงที่ยาวเป็นอันดับ 3 ของโลก จีนก็ทําด้วยตนเองมาแล้ว สร้างเสร็จปี พ.ศ. 2549 เมื่อมีข่าวว่าจีนจะมาลงทุนขุดคลองคอคอดกระ จึงมีความเป็นไปได้สูง เพราะจีนคงอยากได้เครื่องปั่นเงิน

ความคุ้มค่าที่จะมีคนมาใช้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการประหยัดระยะทาง และเวลาในการเดินทางที่ต้องนํามาคิดเป็นค่าใช้จ่าย รวมทั้งดอกเบี้ยต้นทุนของการเช่าเรือ และมูลค่าสินค้าบนเรืออีกด้วย หากถามกัปตันเรือ คงได้คำตอบแน่นอนว่า ไม่อยากมาใช้ เพราะต้องทํางานถึง 10 ชั่วโมง โดยปกติ เมื่อเรือออกเดินทางพ้นท่าเรือแล้ว ก็จะปล่อยให้ต้นหน ต้นเรือ ต้นกล ทํางานไป แต่เมื่อเดินเรือในแม่น้ำในคลอง กัปตันจะต้องนําเรือเอง จะทําให้เกิดความเครียดมาก จึงไม่อยากมาใช้ วิธีการแก้ปัญหากัปตันเรือง่ายนิดเดียวคือ ให้เงินค่าผ่านคลอง

กรมยุทธการทหารเรือได้ตรวจสอบการย่นระยะทาง และย่นเวลาแล้ว สรุปว่า ขึ้นอยู่กับจุดเริ่มต้น โดยทั่วไปจะจับจากกระโจมไฟ Rondo ที่อยู่ใกล้ๆ เกาะนิโคบาร์ของอินเดีย ย่นระยะทางได้ระหว่าง 327-420 ไมล์ทะเล ย่นเวลาเดินทางได้ 24-40 ชั่วโมง ถ้าเป็นการเดินทางเข้าอ่าวไทย จะลดเวลาได้ถึง 48 ชั่วโมง

ขอนําผลการศึกษาวิจัยที่ผ่านๆ มาแสดงให้ท่านดู ดังนี้

1. คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สรุปว่าเรือ VLCC ประหยัดเวลาได้ 11 ชม. ต้องเสียค่าผ่านคลอง 200,000 เหรียญสหรัฐฯ ถ้าผ่านมะละกา เสียเพียง 31,860 เหรียญสหรัฐฯ ทุนสร้างคลองสูงถึง 800,000 เหรียญสหรัฐฯ สร้างแลนด์บริดจ์เพียง 30,000 เหรียญสหรัฐฯ จึงไม่มีเรือมาใช้คลอง ขุดแล้วจะเอาดิน 5,500 ล้านลูกบาศ์กเมตรไปทิ้งที่ไหน ? มีผลกระทบเชิงลบโดยรวม

2. รายงานของคณะกรรมการกระทรวงคมนาคม เมื่อ ก.ค.2541 ใบปะหน้ากล่าว ย่นระยะทางได้ 325 ไมล์ทะเล แต่ในตัวเรื่องกลับเป็น 463.8 ไมล์ทะเล สรุปว่าเรือ VLCC ประหยัดเวลาได้ 14 ชม. ต้องเสียค่าผ่านคลอง 543,173 เหรียญสหรัฐฯ ( แพงกว่าการวิจัยของ สคช. ) เรือคอนเทเนอร์ขนาด 3,600 TEU ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น 9 ชม. ซึ่งไม่เป็นความจริง ผลคํานวณการประหยัดเวลาได้ 13 ชม. ต้องเสียค่าผ่านคลอง 240,347 เหรียญสหรัฐฯ แต่ผ่านมะละกาเสียเพียง 34,183 เหรียญสหรัฐฯ มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจน้อย หรือไม่มีเลย

3. กลุ่ม รศ.ดร.กมลชนก สุทธิวาธนฤพุฒิ ผอ.สถาบันพาณิชยนาวี รศ.ดร.สุทธิสันต์ เมนะเศวต แห่งจุฬาฯ ร่วมกับนายไชยยศ ไชยมั่นคง และเรือเอกตระกูล พุ่มเสนาะ กัปตันเรือสินค้า ได้จัดการบรรยายที่จุฬาฯ เมื่อ ม.ค.2542 มีสาระคล้ายๆ ผลการวิจัยของกระทรวงคมนาคม สรุปได้ว่า ความเป็นไปได้ทางพาณิชยนาวีไม่มี แต่ผลการสอบถามความคิดของบริษัทเรือ และผู้เข้าร่วมสัมมนากลับตรงกันข้าม คือ เห็นด้วยที่จะขุดมีมากถึง 63.5%

4. กลุ่มบริษัทเรือต่างประเทศในกทม. ( Bangkok Shipowners and Agent Association ) แจ้งว่าไม่มาใช้คลอง เพราะประหยัดเวลาได้เพียง 15 ชม. บริษัทเหล่านี้จะเป็นเจ้าของเรือ Feeder คอนเทนเนอร์ขนาด 1,200 TEU ลําเลียงจากสิงค์โปรเข้าท่าเรือกรุงเทพฯ รายได้ค่าขนตู้เที่ยวละ 720,000 เหรียญฯสหรัฐฯ วันละ 3 เที่ยว หรือประมาณวันละ 28.8 ล้านบาทต่อวัน หรือปีละ 10,512 ล้านบาท ดังนั้น ถ้ามีคลองคอคอดกระ Feeder จะหมดรายได้ บริษัทเหล่านี้อยู่ได้อย่างไร?

นอกจากนั้นยังพบว่า เจ้าของบริษัท Feeder บางคนที่เป็นคนไทยเป็นกรรมการท่าเรือที่สิงค์โปรด้วย ดังนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผลการศึกษาจะเป็นไปเช่นนั้น

ประเด็นที่ สศช. ตั้งไว้ว่าจะเอาดิน 5,500 ล้านลูกบาศ์กเมตรไปทิ้งที่ไหน มีคนตอบในที่สัมมนาว่า ให้เขา หรือขายให้เขาเอาไหมล่ะ ? เขาเชื่อว่า ในการขุดจะได้แร่ธาตุมากมาย อาจมีเพชร พลอย ทองคําด้วย ทําให้นึกถึงสมัยยังเป็นนักเรียนนายเรือ เคยไปดูเหมืองแร่ดีบุกที่ฝรั่งกําลังทําอยู่บริเวณที่จะขุดคลอง มีอยู่หลายเหมือง ถ้าท่านได้ศึกษาเรื่อง เขตเศรษฐกิจจําเพราะ ที่ฝรั่งเรียกว่า E.E.Z(Economic Exclusive Zone) ที่สหประชาชาติออกเป็นกฎหมายระหว่างประเทศเมื่อปี ค.ศ.1980 ให้สิทธิรัฐที่มีทะเลสามารถทําธุระกิจเชิงเศรษฐกิจในทะเล ยื่นออกไปได้อีก 200 ไมล์ทะเล จากชายฝั่งของตน

เมื่อก่อนปีนั้น ทุกประเทศที่ติดทะเลจะมีทะเลอาณาเขตยื่นออกไปได้เพียง 12 ไมล์ทะเล ต่อจากทะเลอาณาเขตก็เป็นทะเลหลวง หรือ High Sea ที่ใครๆ ที่มีเครื่องมือ หรือเทคโนโลยีที่จะไปหาทรัพยากรธรรมชาติในทะเลได้ก็เชิญ เช่น ไทยมีเรือประมงที่สามารถไปจับปลาในทะเลหลวงได้ทั่วโลก เป็นต้น

ที่มาของกฎหมายนี้ มาจากประเทศอินโดนีเซีย เมื่อได้รับเอกราชแล้ว ก็ขีดเส้นรอบหมู่เกาะของตน แล้วออกกฎหมายว่าทะเลที่อยู่ระหว่างเกาะต่างๆ นั้นเป็นทะเลอาณาเขตของตน เรียกว่า ทฤษฎีหมู่เกาะ (Archipelgo) ทําให้ทะเลหลวงที่อยู่ระหว่างเกาะกลายเป็นน่านน้ำภายในของตน แล้วเสนอ UN เมื่อปี ค.ศ. 1957 รัฐบาลส่งเรื่องนี้ให้กองทัพเรือพิจารณา พล.ร.อ. อมร ศิริกายะ ผบ.ทร. ขณะนั้น พยายามดึงเรื่องไว้นานมาก เพราะรู้ว่าเมื่อใดให้สัตยาบัน เมื่อนั้นเรือประมงไทยก็หมดพื้นที่หาปลาไปไม่น้อย ในที่สุด UN อนุมัติ ในปี ค.ศ. 1981

แต่ก่อนอนุมัติได้ออกกฎหมาย EEZ เพราะเกรงว่านานาประเทศจะเสียเปรียบอินโดนีเซีย เพราะทฤษฎีหมู่เกาะทําให้อินโดนีเซียได้ทะเลหลวงเป็นน่านน้ำภายในมากถึง 5.3 ล้านตารางกม. ทําให้ได้ขุดบ่อน้ำมันในทะเลได้อีกหลายร้อยบ่อ แต่ละบ่อผลิตน้ำมันได้ 200,000 แบเร็ลลต่อวัน

คําตอบก็คือเอาดิน 5,500 ลบ.ม. ไปสร้างเกาะให้ห่างชายฝั่งมากที่สุดเท่าที่จะทําได้ เราก็จะได้ EEZ จากเกาะที่สร้างขึ้นนี้ออกไปอีก 200 ไมล์ทะเล อาจได้บ่อน้ำมัน บ่อแก๊สธรรมชาติ เหมืองแร่ธาตุ และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ

เรื่องนี้มีหลายชาติได้ทํามาแล้ว เช่น มาเลเซีย ได้ขนหิน และ Asphalt ไปถมหินปริ่มน้ำที่ Sipadang และ Ligitan. ถมออกไปให้เป็นเกาะจนสร้างโรงแรม และสนามบินได้ ซึ่งสร้างเสร็จเรียบร้อยเมื่อปี ค.ศ. 1983 จีนก็สร้างเกาะเทียมไว้หลายเกาะเช่นกัน

การทําลายทรัพยากรธรรมชาติ

ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติส่วนรวมของคนทั้งชาติที่จะต้องหวงแหน พิทักษ์ รักษา และใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวมด้วยความเป็นธรรม การทําลายทรัพยากรธรรมชาติจึงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่กล่าวขวัญกันมากในเชิงลบ เช่น สัตว์บกต้องแยกออกจากกัน ไม่สามารถผสมพันธุ์ ในที่สุดกลายเป็นสัตว์ชนิดอื่น หรือสูญพันธุ์ไป ส่วนสัตว์ทะเลที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจไปแพร่พันธุ์อีกฝั่ง หรือให้สัตว์น้ำจากฟากหนึ่งไปทําลายสัตว์ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจอีกฟากหนึ่ง หรือน้ำเค็มจากคลองจะทําให้พืชผลทางเกษตรเสียหาย หรืออะไรต่างๆ ในทํานองนี้มากทีเดียว

หากมองในภาพรวมทั้งหมด ก็จะเห็นอีกมุมมองหนึ่งตามคําพูดของนายเฮอร์นานโด เดอโซโต นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังคนล่าสุดชาวเปรู กล่าวไว้ว่า มิใช่เป็นการทําลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างสูญเปล่า แต่เป็นการนําทรัพยากรที่นอนหลับ หรือจมอยู่ มาใช้ด้วยการแปรรูปเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มนุษย์สร้างขึ้น คือ คลองคอคอดกระ ที่จะใช้ประโยชน์ในการเดินเรือค้าขายที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และประหยัดแก่นานาชาติทั่วโลก เมื่อนั้น คลองคอคอดกระจะกลายเป็นทรัพยากรธรรมชาติ หรือสินทรัพย์ที่ยั่งยืนของไทยตลอดไป

วิธีการลงทุน

แหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินในประเทศ คือ ทุนจากภาครัฐบาล ทุนจากกองทุนหลักทรัพย์ ทุนจากสถาบันการเงินของไทย เงินจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ประกอบไปด้วย เงินช่วยเหลือระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาลโดยตรงกับจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (A D B) และธนาคารโลก ( World Bank ) รวมไปถึงเครดิตจากประเทศผู้ใช้ประโยชน์ในการเดินเรือ เครดิตจากบริษัทเจ้าของเครื่องจักรกล และจากตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ จากธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ

วิธีการลงทุน มีหลายวิธี คือ

1. รัฐบาลลงทุน

2. รัฐบาลพิมพ์ธนบัตรออกมา

3. รัฐบาลออกใบอนุญาต

4. รัฐบาลให้สัมปทาน

5. การระดมทุน เป็นอีกวิธีหนึ่งน่าจะดําเนินการได้ทั้งในภาครัฐบาล และภาคเอกชน ทั้งในและนอกประเทศ

ในแต่ละวิธีมีทั้งข้อดี และข้อเสีย เช่น ใช้งบประมาณ ปัจจุบันมีหนี้สาธารณะมากอยู่แล้ว ไม่ควรสร้างหนี้เพิ่ม ในการสัมมนาครั้งหนึ่ง คุณวิชัย พันธุ์โภคา อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารเดรสเนอร์ สาขากรุงเทพฯ กล่าวว่า การแก้วิกฤตเศรษฐกิจโลก นอกจากวิธี New Deal และ Global New Deal หรือ Autoharm ที่สหรัฐฯ และเยอรมันทําโดยพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้ ยังมีอีกวิธีหนึ่ง คือ One Dolar Golden Share ที่น่านําขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เพราะที่ดินของประเทศเป็นของพระองค์ วิธีการคือ ให้รัฐบาลออกใบอนุญาต (License) ในการขุดคลองให้กับบริษัทจดทะเบียนหุ้นบุริมสิทธิเพียงหนึ่งดอลลาร์สหรัฐฯ คือ One Dollar Golden Share จะได้รับใบอนุญาต บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตนี้จะไปจ้างใครเป็นผู้ดําเนินการ (operator) จ้างใครเป็นผู้สร้างคลอง (constructor) ซึ่งอาจมาจากทั่วโลกมาเสนอราคา

คุณวิชัยเชื่อว่าวิธีนี้จะทําให้ค่าขุดคลองที่พูดกันว่า 5-8 แสนล้านบาท อาจเหลือเพียง 4 แสนล้านบาทก็ได้ ผู้ดําเนินการจะเป็นคนหาเงินกู้ในรูปแบบต่างๆ (Fund raising) เช่น กู้ยืมธนาคาร (bank loan) มีการออกพันธบัตร, มี Private placement, มีการเช่าเครื่องจักร ( Equipment leases ), Leveraged leases, Supplier financing วิธีหนึ่งดอลลาร์สหรัฐฯ โกลเด็นแชร์นี้ เยอรมันเคยใช้ได้ผลมาแล้วในการขุดน้ำมันในทะเลเหนือ

คุณวิชัย เสนอให้ใช้วิธีพิมพ์ธนบัตร เป็นวิธีที่ดีที่สุด เสี่ยงน้อยที่สุด วิธีนี้เรียกว่า Deicit Spending เพราะว่ามี Production capacity อยู่ในประเทศ เหมือนกับเรามีโรงงานอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งปัจจุบันผลิตเพียง 20% อีก 80% ยังไม่มีการผลิต เพราะยังไม่มีใบสั่งซื้อ ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ในด้านตําบลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ซึ่งยังไม่ได้นํามาใช้ในการผลิต

ในสภาพอย่างนี้ คุณวิชัยกล่าวว่า สามารถพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้ได้ แบบ New Deal จะไม่เกิดเงินเฟ้อ ที่ไม่เกิดเงินเฟ้อ เพราะยังมี Production capacity ที่ยังไม่ได้ใช้ทั้งหมด ยังนอนหลับอยู่ ตามที่นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังของโลกชาวเปรูกล่าวไว้ จะไม่เกิดเงินเฟ้ออย่างรุนแรง (Hyper Inflation) ผมเดาว่าคงเหมือนทํางบประมาณขาดดุล เเต่ผมมิได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์นะครับ

ในสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ไทยร่วมรบกับญี่ปุ่น ประเทศไทยก็พิมพ์ธนบัตรออกมาใช้มากมายเช่นกัน ทั้งๆ ที่ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การพิมพ์ธนบัตรออกใช้ได้ จะต้องมีทองคําเป็นหลักค้ำประกัน

การระดมทุนในประเทศ

การระดมทุนในประเทศ อาจเป็นวิธีดีที่สุดก็ได้ ปัจจุบันดอกเบี้ยต่ำติดดินทั่วไปประมาณ 2% ถ้ารัฐบาลประกาศว่า ขอให้ประชาชนพร้อมใจกันช่วยชาติ สร้างเครื่องปั่นเงินดอลลาร์ที่ทํางานได้ตลอด 24 ชม. โดยไม่มีวันหยุดให้กับชาติ โดยรัฐบาลจะให้ดอกเบี้ยสูง จะด้วยวิธีออกพันธบัตร และให้ดอกเบี้ยเงินฝากที่จะให้โอกาสแก่ผู้มีรายได้น้อย

ผมเชื่อว่าจะมีคนไทยที่รักชาติ รักแผ่นดินจะแห่กันมามากมาย ดูได้จากตอนเกิดวิกฤตปี 40 หลวงตามหาบัวประกาศว่า “ จะหาเงินหาทอง เข้าคลังหลวงเพื่อแก้วิกฤตชาติ ” เท่านั้นแหละ ประชาชนก็หลั่งไหลแห่กันมาบริจาคจนหลวงตามหาบัวหาเงินหาทองคําให้ชาติ นับเป็นพันล้านบาททีเดียว เพราะคนไทยส่วนใหญ่ รักชาติ รักแผ่นดิน รักในหลวง และรักการทําบุญ แต่เรื่องนี้จะต้องประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงทุกๆ ระดับ จากรัฐบาลไประดับจังหวัด อําเภอ ตําบล และหมู่บ้าน

การให้สัมปทานขุดคลองคอคอดกระ

รัฐบาลให้สัมปทาน วิธีนี้อาจดีมากวิธีหนึ่ง เพราะไม่ต้องเสี่ยงกับการลงทุน และไม่ต้องเสี่ยงกับการบริหารจัดการที่ประเทศไทยไม่เคยมีประสบการณ์แม้แต่น้อย ไม่ต้องเสี่ยงกับการขาดทุนรัฐบาล นอกจากได้เงินค่าสัมปทานแล้ว ยังจะได้จากส่วนแบ่งกําไรประจําปีไปตลอดอายุสัมปทาน ในช่วงสัมปทาน รัฐบาลจะได้เรียนรู้การบริหารจัดการโครงการคลองกระ ในที่สุดก็จะพร้อมเข้าบริหารจัดการเมื่อหมดอายุสัมปทาน

ประสบการณ์ในการลงทุนของต่างชาติ เมื่อวิกฤตฟองสบู่แตกครั้งก่อนที่ให้ต่างชาติเป็นหัวขบวน เช่น กรณีทางด่วน ทางหลวงแผ่นดิน จนมีคนกล่าวว่า ต้องเสียค่าโง่นับพันล้าน เรื่องเหล่านี้เป็นความจริง และเป็นบทเรียนที่ดีมาก การที่ทําสัญญาเสียเปรียบต่างชาตินั้นเป็นเพราะต่างชาติบังคับเราได้ หรือเป็นเพราะคนไทยแกล้งโง่ ที่เราเซ็นสัญญาให้ขึ้นค่าทางด่วนได้ทุกๆ ปีตลอดไป โดยไม่มีข้อจํากัด ว่าทําได้กี่ครั้ง ? หลังจุดคุ้มทุนต้องเลิกขึ้นราคา

ประสบการณ์ในการลงทุนของต่างชาตินี้ ทําให้คนไทยนึกถึงการชายชาติ ปัจจุบันเราต้องการเงินตราต่างประเทศ แต่ไม่ต้องการให้ต่างชาติมาซื้อ หรือเป็นเจ้าของของเราเหมือนกับที่เป็นเจ้าของธนาคารส่วนใหญ่ของไทยอยู่ในเวลานี้

วิธีดีที่สุดในการพิจารณาดําเนินการขุดคลอง

พอเขียนมาถึงตรงนี้ ก็เกิดแวบขึ้นมา วิธีหนึ่งดอลลาร์ โกลเด็น แชร์ ตามที่คุณวิชัย เสนอนั้น น่าจะเป็นวิธีดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุด เพราะแผ่นดินนี้เป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อจีนเสนอมา ก็ให้ใบอนุญาตจีนไป เพราะจีนมีประสบการณ์สูงที่เคยดําเนินการมาแล้ว สามารถเป็นได้ทั้งผู้ดําเนินการ และผู้ก่อสร้าง และจีนก็มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการคลองปานามามาแล้วด้วย

ประกอบกับจีนมี ทั้งเงิน และเครื่องมือในการก่อสร้างครบบริบูรณ์ เพิ่งสร้างเขื่อนขนาดยักษ์ของโลกเสร็จไปปี พ.ศ. 2549 นอกจากนั้น จีนยังมีประสบการณ์เคลื่อนย้ายประชากรจํานวนมากในพื้นที่ที่ก่อสร้างที่ไม่เคยมีประเทศไหนเคยทํามาก่อนได้ดีเท่าจีน อย่างไรก็ตาม ก็ควรนําวิธีต่างๆ ที่ผมกล่าวมาข้างต้น มาผสมผสานให้ดีที่สุด ให้ประชาชน และประเทศชาติได้ประโยชน์สูงสุดในทุกๆ ด้าน

ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านมีประสบการณ์ ในการรวบรวมคนมาทําหน้าที่ในสภามาแล้ว แล้วก็ล้มเหลวตามที่ทราบกันดี จึงขอกราบเรียนไปยังท่านด้วย เมื่อท่านปรารถนาทําให้แก่ประเทศชาติบ้านเมือง ประชาชน ก็ขอให้ประสบความสําเร็จ และขอกราบเรียนไปยังท่านทั้งหลายที่จะเข้ามาร่วมกันทํางานให้ชาติบ้านเมือง ให้ทิ้งประโยชน์ส่วนตัวเสีย อย่าให้เหมือนที่ผม และท่านประยุทธ์ โดนมาแล้วเลย

ท่านไม่รู้หรอกว่า การที่ท่านโกหก หรือคดโกงไปได้แล้วนั้น มันจะเป็นเหตุให้ท่านต้องตกนรก นรกขุมตื้นที่สุดใน 8 ขุมนรกก็นานแสนนาน ท่านจะต้องตกนรกนานถึง 500 ปีนรก พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า หนึ่งวันนรกเท่ากับ 9 ล้านปีมนุษย์ คิดดูก็แล้วกัน พระองค์จึงให้ทุกๆ คนขึ้นจากนรกดิบเสีย ด้วยการมีศีลห้า จึงจะ ไม่ต้องตกนรก

จากผู้เขียน พลเรือโท สมบูรณ์ สุขพันธ์